เมื่อเช้าเปิดทีวี เดือนกุมภาพันธ์ได้ชื่อว่าเป็นเดือนแห่งความรัก เลยหนีไม่พ้นการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับความรักกันมากมาย ไล่ตั้งแต่เทศกาลบุฟเฟ่ช็อคโกแลตทั้งหลายตามโรงแรม
Honeymoon package Spa package ห้างร้านต่าง ๆ ก็ประดับประดาไปด้วยหัวใจสีแดงและสีชมพู และโด่งดังไปทั่วโลกก็คือ วิวาห์ใต้สมุทร ที่จ.ตรัง ผู้ประกาศข่าวบอกว่า ...คู่ที่ดำน้ำได้ก็เอากันใต้น้ำ...ประโยคก่อนหน้านี้ เอาทะเบียนสมรสไปจด...เราเป็นคนใส่ใจทุกรายละเอียด :p
กิจกรรมแบบ package คู่ทั้งหลาย โสดเป็นพัก ๆ อย่างเรา ๆ (ใช้พหูพจน์...นะ) ดูแล้วไม่ค่อยเกิดอารมณ์เท่าไหร่ (แต่buffet chocolate works นะ...คิดถึง my Swiss Bliss) ลองคิดถึงชายหนุ่มมาชวนไปดินเนอร์ใต้แสงเทียน หรือดินเนอร์ใต้แสงจันทร์ คงเคลิบเคลิ้มน่าดู แต่ถ้าเกิดมีอีกหนุ่มมาชวนไปดินเนอร์ใต้น้ำล่ะ ?
Underwater Restaurant in Eila
ประเทศอิสราเอล ประเทศนี้ได้ชื่อว่า เป็นชนชาติที่ฉลาดที่สุดในโลก ภูมิประเทศเป็นทะเลทรายแห้งแล้ง แต่สามารถปลูกแตงโมลูกเท่าสุนัขลาบราดอร์ได้ (เปรียบเทียบไม่น่ากินเท่าไหร่ แต่เห็นภาพ) การจะเข้าไปในร้านอาหาร คงใช้วิธีดำน้ำลงไป
concept ร้านอาหาร คงมาจากแนวปะการังใต้น้ำ เน้นสีโทนร้อนสดใส และการใช้ Form จากบรรดาสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล เสียดายความแรงของ concept จากการวางแปลนดูโล่ง ๆ น่าจะเล่นกับ Form ที่ได้มาให้มากกว่านี้ เช่น แทนที่จะเอาตัวเพรียงมาเป็นแค่โคมไฟ ถ้าเปลี่ยนเป็นที่นั่งหรือโต๊ะ เป็นกลุ่ม ๆ ภาพที่เห็นจะได้อารมณ์ของหมู่ก้อนปะการังใต้น้ำมากกว่าการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ดูธรรมดาแบบศูนย์อาหารโลตัส สงสัยจะลงทุนไปกับการก่อสร้างอาคารจนงบไม่พอ
project น่าสนใจและสนุกมาก น่าจะเอามารวมกับ วิวาห์ใต้สมุทร โรงแรมใต้สมุทร เป็นPackage ไปเลย
อยากรู้ว่า ถ้าดินเนอร์ตอนกลางคืน จะสามารถเห็นบรรยากาศภายนอกได้หรือเปล่า แต่เราเป็นคนที่กลัวบรรยากาศใต้ทะเลตอนกลางคืนดูสารคดี มันมืดจนมองอะไรไม่เห็น กว่าจะเห็นก็ถึงตัวแล้ว ชวนให้จินตนาการหลอน ๆ พุ่งกระฉูด
เอาเป็นว่าปีนี้ไปทาน Buffet Chocolate ดีกว่านะคะ พี่Urs อิ...อิ...J
สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้า
เราจะไป count down ปากสั่นที่ Harbin พฤหัสนี้
เจอกันปีหน้าฟ้าใหม่ ขอให้เพื่อน ๆ มีความสุขกันทุกคนนะ :D
ลมหนาวพัดผ่าน เข้าไปภายในอีกฝากหนึ่งของกำแพงปูนหนาทืบ ไม่มีใครรู้ว่า เกิดอะไรขึ้นหลังกำแพงนี้ หากแต่เมื่อเดินเข้าไป อิสรภาพ คือ สิ่งที่มีค่ายิ่งสำหรับบางคน
"พบกันปีละครั้ง เดือนธันวาคม ณ สนามหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม"
คำมั่นสัญญาบนกระดาษแผ่นนี้ แม้เวลาจะผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่างยังเหมือนเดิม
ไม่ว่ากี่ครั้งที่ได้กลับมาเยือนที่นี่...งานเฟอร์นิเจอร์ราชทัณฑ์
กระดาษที่ว่าคือ แผ่นพับโฆษณา และเราเพิ่งมางานนี้เป็นครั้งแรก ยังเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เข้ามาเหยียบพื้นดินของเรือนจำ คิดว่าต้องถอยหลังเข้าไปดูงาน แต่ไม่ต้องแก้เคล็ด
งานอยู่ด้านนอกกำแพงเรือนจำคลองเปรม จัดขึ้นทุกปีโดยกรมราชทัณฑ์ ภายใต้ concept " หนึ่งเรือนจำ หนึ่งผลิตภัณฑ์ " PRISON PRODUCT ออกแบบโลโก้ เหมือนเลขหนึ่งไทยไขว้กันอย่างสวยงาม มองเผิน ๆ เหมือนสัญลักษณ์ infinity (prison product, tomorrow never die)
เฟอร์นิเจอร์ที่นำมาจำหน่าย มีตั้งแต่ที่เสียบไม้จิ้มฟันยันบ้านเรือนไทย จากฝีมือของผู้ต้องขังชายและหญิง เรือนจำทุกภาคในประเทศไทย เกือบทั้งหมดผลิตจากไม้จริง
HOT HIT ติดชาร์ต คือ ไม้สัก แบบสีไม้จริงและย้อมสี ตามมาด้วย ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้ประดู่ ไม้กันเกรา ไม้มะม่วง และที่แปลกตา คือ ไม้ตาล ไม้สีน้ำตาลเข้ม มีเสี้ยนขาวในเนื้อไม้ สวยแปลกตาอีกแบบ
เฟอร์นิเจอร์ไม่ว่าขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ก็หนัก เพราะเอาไม้จริงทั้งท่อนมาทำเก้าอี้
เขวี้ยงขโมย ๆ ตายคาที่ รูปแบบของเฟอร์นิเจอร์ เน้นการแกะสลักอย่างวิจิตร แกะรูปช้างทั้งโขลง ดอกไม้ หรือเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด แนวโมเดิร์นหรือมินิมอลแทบจะไม่มี
แต่ละเรือนจำจะใช้วัสดุหลัก ๆ คือ ไม้ แตกต่างกันตามพื้นที่ เช่น ไม้ตาล จะเห็นที่ซุ้มเรือนจำเพชรบุรี ไม้กันเกรา จากเรือนจำภาคอีสาน หรือเรือนจำจากภาคเหนือ รูปแบบลวดลายเป็นศิลปะแบบล้านนา
งานของเรือนจำที่ดูทันสมัย คือ เรือนจำในเขตภาคกลาง ราคาจะสูงกว่าเรือนจำที่มาจากต่างจังหวัด มีแผ่นพับเป็นของตัวเอง พี่วิลลี่ได้เห็นภาพสมจริงก่อนตกแต่ง แต่ภาพรวมของห้อง model ดูเกือบสวย ขาด ๆ เกิน ๆ บ้าง แต่เป็นสิ่งที่ดี แสดงถึงการพัฒนารูปแบบ presentation ของราชการไทย
เฟอร์นิเจอร์ชิ้นที่ชอบที่สุด คือ ตู้โชว์พระพุทธรูปพร้อมโต๊ะหมู่บูชา บนแผ่นพับหน้าแรก สวยเรียบ ด้านหลังเจาะช่องวงรี ตรงกับตำแหน่งพระประธาน ทำให้องค์พระโดดเด่นเหมือนรัศมีแผ่ออกมา
โดยรวมแล้ว กรมราชทัณฑ์ มีทั้งวัสดุและแรงงานฝีมือที่เก่งกาจ ได้เปรียบในเรื่องของราคากับวัสดุที่ใช้ ถ้าได้มีการพัฒนาร่วมกับกลุ่มนักออกแบบไทยหรือสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ เชื่อว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้จะมีความน่าสนใจมากขึ้น และยังช่วยเพิ่มประสบการณ์ ความรู้กับนักออกแบบในงานช่างฝีมือ
เราส่ง OTOP เป็นสินค้าออก ทำไม OPOP ยังอ่อนการ PR และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นเพราะรูปแบบยังเป็นความต้องการของตลาดส่วนมาก หรือระบบราชการที่ต้องการให้เป็นกันแน่
ใครจะรับผิดชอบดี....
ประโยคเด็ดจากเรื่อง Take the Lead นำแสดงโดย นักแสดงชายเชื้อสายลาตินสุดร้อนแรง แม้จะเริ่มแก่แต่มีไฟอย่าง แอนโตนิโอ แบนเดอราส (เราชอบเขาเล่นเรื่อง DESPERADO พี่แกเล่นเอาปืนซ่อนในกระเป๋ากีต้าร์ บรรรเลงเพลงด้วยห่ากระสุน...ระห่ำสุด ๆ /(*o*)\ )
เรื่องราวจากเค้าโครงเรื่องจริงของดูแพลน (แอนโตนิโอ แบนเดอราส) ครูสอนเต้นบอลรูม ระหว่างขี่จักรยานกลับบ้าน เขาได้พบกับวัยรุ่นชายผิวหมึกกำลังใช้ไม้กอล์ฟผิดประเภท เขาใช้ทุบรถยนต์ด้วยความโกรธแค้น จนกระจกหน้ารถแตกยับ และวิ่งหนีไปเมื่อได้ยินเสียงหวอ ดูแพลนเจอบัตรจอดรถจึงได้รู้ว่าเป็นรถของอ.ใหญ่โรงเรียนมัธยมปลายแห่งหนึ่ง
วันรุ่งขึ้น เขาไปที่โรงเรียนแห่งนั้นและได้เสนอตัวกับอ.ใหญ่ เพื่อช่วยปรับพฤติกรรมเด็ก ๆ อ.ใหญ่จึงมอบหมายให้ดูแพลนดูแลกลุ่มเด็กที่ได้ชื่อว่า แสบสุด ๆ เขาก็ได้พบกับเด็กคนนั้นในห้องด้วย
ดูแพลนต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมากเพื่อให้เด็ก ๆ สนใจ นั่นคือ การเต้นบอลรูม ที่พวกเด็กมองว่าน่าเบื่อสุด ๆ และที่โรงเรียนสอนเต้นรำ ดูแพลนยังคอยให้กำลังใจเด็กนักเรียนลูกผู้ดีมีตังค์ ที่เธออยากเต้นรำให้ได้ แต่เธอเต้นไม่เก่งเอาซะเลย
“หนูคิดว่าหนูไม่ได้เกิดมาเพื่อเต้นรำ”
“แล้วเธออยากเต้นรำหรือเปล่า”
“หนูรักการเต้นรำ”
“แสดงว่า เธอเกิดมาเพื่อเต้นรำ”
ระหว่างนั้นเธอมองคู่เต้นคนอื่นบนฟลอร์ “เหมือน sex on hardwood”
“หนูยอมตายเพื่อเต้นให้ได้แบบนั้น” (ส่วนเรายอมตายเพื่อหาคู่เต้น...)
เธอจุดประกายให้ดูแพลนเกิดความคิดอะไรบางอย่างขึ้นมา
วันต่อมา ที่โรงเรียน นักเรียนทั้งหลายต้องอ้าปากค้าง เมื่อเห็นลีลาการเต้นแทงโก้สุดร้อนแรงของดูแพลนกับคู่เต้นสาวสวย ผมบลอนด์ ช่วงเวลาสั้น ๆ แต่สะกดทุกสายตาให้อยู่นิ่ง เมื่อเพลงจบลง ไม่ต้องบอกว่า เด็ก ๆ สนใจขนาดไหน ดูแพลนได้ช่วยเหลือและสนับสนุนพวกเด็ก ๆ ให้ลงแข่งขันเต้นบอลรูมประจำปี สุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ
ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่รางวัล แต่คือความพยายามและตั้งใจจริงของดูแพลน ที่สามารถชนะใจเด็ก ๆ ทุกคนรอบข้างและตัวเขาเองด้วยสิ่งที่เขารักมากที่สุด คือ การเต้นรำ การเต้นรำไม่ใช่แค่การก้าวเท้าตามจังหวะเพลง แต่อยู่ที่ความรู้สึกถึงจังหวะเพลง กระตุ้นความเชื่อมั่นในตัวเอง และปลดปล่อยร่างกายออกไปตามจังหวะเพลง ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด ๆ เคารพตัวเอง เคารพผู้อื่น
ชีวิตคือบทเพลง เราต้องรู้จักก้าวในจังหวะของชีวิตอย่างสวยงาม ให้สามารถดำเนินต่อไปได้จนจบ
19/11/06
ได้รับ FW mail มาจากเพื่อนที่เคยฝึกงานด้วยกัน หัวข้อเมล์คือ บ้านที่แคบที่สุดในโลก มานึกถึงคำว่า แคบ จะขนาดเท่าไหร่กัน แคบของแต่ละคนพื้นที่ไม่เท่ากัน บางคนมีบ้านหลังขนาด ขับรถกอล์ฟตามหาสมาชิกในบ้าน ยังบอกว่า แคบ หรือบางคน เปิดประตูบ้านเดิน 1 ก้าวถึงครัว 2 ก้าวถึงห้องน้ำ เพิ่มอีกหนึ่งก้าวถึงห้องนอน นอนดิ้นผิดท่าจะตกระเบียง บอกว่า สบาย ไม่เห็นแคบตรงไหน พอดีตัวเป้ะ...แล้วแต่จะคิด ตอนเปิดเมล์คิดว่า จะขนาดไหน กระต้อบหรือเปล่า แต่ต้องผิดหวังที่มันไม่ใช่กระต้อบ.......เพราะมันเท่กว่าที่คิดอีก
จั่วหัวมาว่า บ้านที่แคบที่สุดในโลก ไม่รู้ว่าโลกนี้หรือโลกไหน จริงหรือไม่? เราไม่สน ของดีมีครั้งเดียว เร่เข้ามาดูกัน...การที่มีบ้านเล็กขนาดนี้ มันต้องมีสาเหตุที่มาที่ไป อาจจะที่ดินราคาแพง ความชอบส่วนตัว หรือแบ่งมรดกได้อยู่แค่นี้ เราไม่รู้เพราะเขาไม่ได้บอกไว้ แต่ที่รู้คือ ในที่ดินพื้นที่แค่นี้ สามารถใช้พื้นที่ได้คุ้มสุด ๆ จนข้างบ้านอิจฉาตาร้อน ที่ดินขนาดเล็กกว่า แต่พื้นที่ใช้สอยมากกว่า
จากการใช้พื้นที่แนวดิ่ง แบบตึกแถวหรือทาวน์เฮ้าส์ รูปทรงของบ้านออกมาแบบ Modern โดยบริยาย แถมท้ายด้วยการตกแต่งแบบ Minimal พออยู่พอกิน พอดี ๆ ใช้เฟอร์นิเจอร์แบบง่าย ๆ ทั้งภายนอกและภายในใช้สีขาวทั้งหมด และการเปิดช่องแสงด้วยหน้าต่างบางส่วน ช่วยให้ลมโกรก ไม่รู้สึกอึดอัดเกินไป
บ้านหลังนี้ไม่ต้องกลัวขโมยขึ้นบ้าน ไม่รู้จะปีนยังไงและไม่รู้ว่าหนีทางไหน...นอกจากหน้าบ้าน จะยิงโจรโอกาสพลาดเป้าน้อยมาก...ยกแล้วเล็งก็พอ แต่ขนาดของบ้านไม่ว่าจะแคบกว้างเท่าไหร่ ก็ไม่สำคัญเท่าความอบอุ่น ความสุขของคนภายในบ้านที่มีให้กันและกัน
คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก....วิ้วววววววววว
26/11/06 จาก FW mail
ตอน3-4 ขวบ เราสร้างจิตรกรรมฝาผนังอยู่ที่บ้านเก่า วาดรูปเหมือนจริงของนักร้องที่ดังสุด ๆ ในประเทศไทยด้วยปากกาเมจิกสีชมพู ขนาดเท่าจริง !!! (เท่าตัวเด็ก 3 ขวบ) พี่เบิร์ด...ไง แฟนจ๋า เราได้สัมภาษณ์พี่เบิร์ดทุกวันที่บ้านเลย โตหน่อยก็เล่นตุ๊กตากระดาษ สะสมเป็นสิบ ๆ ชุด ต่อจิ๊กซอว์ บ้าชุดต่อบ้านกระดาษแข็งที่แถมมากับขนม ซื้อโอเดงย่ายกโหลแต่ทิ้งขนมหมดเพื่อการ์ดเซเลอร์มูน (โดนป๊าสวดยาว) ชอบวาดรูปเหมือนพวกย้ำคิดย้ำทำ วาดรูปเดิมซ้ำ ๆ เป็นสิบแผ่น พอโตหน่อยวาดการ์ตูนสนองความฮาของตัวเองและเพื่อนฝูง (ยังจำได้บ่...มังกรหยิก หายไปไหนแล้วหว่า...เสียดาย มุขล้ำยุคเกินหน้าเกินตาเด็กป.6) ชีวิตผูกพันกับกระดาษจนถึงตอนนี้
“กระดาษแผ่นเดียวสามารถสร้างโลกได้” คงไม่ได้โม้เกินไป เพราะกระดาษเป็นจุดกำเนิดของความคิดล้านแปดบนโลกใบนี้ กระดาษเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งที่ถือกำเนิดมาจากความต้องการของมนุษย์ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อสื่อสารกับตัวเอง สื่อสารกับผู้อื่น งานบนกระดาษเป็น 2 มิติ หากแต่เมื่อพับ ตัด ดัด กรีด ขยำ ขยุ้ม ฯลฯ ตามอำเภอใจ งาน 2 มิติ จะกลายเป็น 3 มิติโดยปริยาย เกิดโครงสร้าง ก่อเกิดแรงบันดาลใจของงานออกแบบแม้กระทั่งสถาปัตยกรรม ไม่มหัศจรรย์หรือ ?
จากกระดาษว่างเปล่า เมื่อมีจุดหรือเส้นปรากฏอยู่ จะเกิดความหมายบางอย่างขึ้นมา งานศิลปะจากกระดาษ ถ้าผู้ที่ได้รับสารเข้าใจสารได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ถือว่า การสื่อสารประสบความสำเร็จ บางครั้งสารที่ส่งออก ไปกระตุ้นความคิดอารมณ์ และจินตนาการของผู้ได้รับสารได้มากกว่าที่ผู้ส่งสารนั้นต้องการจะบอก หากแต่ทำให้เข้าใจเรื่องราวได้ไม่จำเป็นต้องมีตัวอักษรใด ๆ ปราศจากการตีกรอบของคำพูด เป็นความฉลาดของผู้สร้างสรรค์งาน ใช้เพียงกระดาษ 1 แผ่น อุปกรณ์สักชิ้น แต่ทุกครั้งที่จรดมีด กรรไกรกรีดลงไป แสดงให้เห็นฝีมือทักษะการทำงาน ความคิดที่พาไปไกลเกินกว่าที่กรอบกระดาษใบนั้นกำหนด
เราชอบรูปที่มีโครงกระดูกนั่งอยู่ เรื่องราวมีมากกว่ามิติที่ 3 แต่มีมิติที่ 4 คือ เวลา ออกมา เป็นการนั่งมองเนื้อหนังที่เต็มแน่นผ่านอีกโลกหนึ่ง มองตัวเอง มองสิ่งที่จับต้องได้ แม้เหลือเพียงวิญญาณ เป็นสิ่งที่หุ้มห่อ เปลือกของเราที่คนภายนอกมองเห็น แต่ตัวตนแท้จริงคือ ความนึกคิด จิตวิญญาณภายในของคน เฝ้ามองเปลือกและการกระทำของตน ... “กระดาษแผ่นเดียวสามารถสร้างโลกได้” เห็นด้วยไหม?
จาก FW mail เก็บไว้ในเครื่องสักพักแล้ว เห็นว่าน่ารักดี
ตอนเด็ก ๆ ชอบเล่นเลโก้มากกกกก ไปเซ็นทรัลชิดลมทุกอาทิตย์ ได้เลโก้กลับมาทุกครั้ง
ต่อเล่นมันทุกอาทิตย์ ซื้อทั้งชุดเล็ก - ชุดกลาง โตขึ้นมาถึงรู้ว่า เลโก้ชุดนึงนี่แพ๊ง...แพง
ตอนนี้เลยถามปะป๊าว่า เพิ่งรู้ว่าเลโก้มันแพง แต่ทำไมถึงยอมซื้อให้เล่น
ป๊าบอกว่า ไม่เป็นไร เพื่อการศึกษา ( น่ารักไม๊ ป๋าของนู๋ )
ก็นี่แหละ...เล่นหม้อข้าวหม้อแกงไม่เป็น ถึงได้มานั่งกินมาม่า 555
แล้วดิฉันเป็นเด็กที่มีความบรรเจิดโลดแล่น เล่นไม่เหมือนชาวบ้าน วัตถุประสงค์ของlego
คือต่อเล่นแล้วถอดประกอบใหม่ เสริมสร้างจินตนาการ ต่อตามใจชอบนอกเหนือจากแบบที่มีให้
แต่ดิฉันอยากได้บ้านไว้เล่นเป็นสร้างเมือง สร้างหมู่บ้าน ดิฉันกะคุณปะป๊าเลยใช้วิธีต่อทีละชิ้นตามแบบแล้วติดกาวตราช้าง ตั้งตระหง่าน แข็งเป้ก..ก สมใจอยาก แล้วก็เอาตุ๊กตาเข้าไปเล่น...โอ..เย
เดือดร้อนเจ้าน้องชายที่รับมรดกต่อ แม่เค้าต้องมานั่งงัดออก อันที่งัดออกบ้าง ไม่ออกบ้างหน้าตาเหมือนซากอารยธรรมโบราณ กลายเป็นอนุสรณ์แก่ชนรุ่นหลัง
LEGO CHURCH ที่นำมาให้ดู เป็นเหมือน modelสถาปัตยกรรม จัดวางองค์ประกอบแบบ balance ทั้ง 2 ข้าง เห็นว่าทั้งสองฝั่งจะเท่ากัน มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ไม้กางเขน
โทนสีหลัก คือ ขาว และการใช้แม่สีมาตัดกัน คาดว่าเป็นโบสถ์คริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์
จากภาพพระเยชูถูกตรึงกางเขน ถ้าเป็นคาทอลิคมักจะมีรูปปั้นพระแม่มารี นักบุญประดับอยู่ และโบสถ์ของคริสเตียนมักเป็นแบบเรียบง่ายกว่าโบสถ์คริสตัง ( ความรู้ได้จากการเรียนและสังเกตุ ผลดีจากการเรียนในร.ร.คริสตัง )
ถ้าหากเราย่อขนาดตัวเองลงให้เป็นตุ๊กตาLEGO คงจะเห็นว่า บรรยากาศที่ได้เข้ามานั่งในโบสถ์จะอลังการมาก การใช้เพดานสูง และพื้นที่ขนาดใหญ่ ข่มความรู้สึกของเราไว้ ทำให้เราคิดถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
และสิ่งทำให้ความรู้สึกนั้นขึ้นมาสุดขีด คือ การเปิดผนังตรงแท่นบูชา ดึงบรรยากาศจากภายนอกเข้ามาสู่ภายใน
หัวใจ คือ แสงสว่าง สาดส่องเข้ามาในโบสถ์... พระเจ้า คือ แสงสว่างนำพาชีวิต เห็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ สิ่งที่พระองค์สร้างขึ้น
สะกดอารมณ์เราจากไม้กางเขนที่ย้อนแสง ลึกลับ เศร้าหมอง
เห็นแล้วทำให้นึกถึงงานของ Tadao Ando สถาปนิกชาวญี่ปุ่น ชื่อ Church of light ( โหลดรูปเข้ามาไม่ได้ error ไม่รู้เป็นอะไร )
ลองดูภาพใน google ล่ะกัน ผนังของแท่นบูชา เจาะช่องแสงเป็นภาพไม้กางเขน ให้แสงแบบมืด-สว่าง-มืด-สว่าง บีบอารมณ์น่าดู
แนวคิด คือ เราไม่เห็นพระเจ้า แต่เราสามารถรับรู้ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าได้...นั่นคือ ธรรมชาติ
ตอนเราได้ฟังครั้งแรก บอกตัวเองว่า สถาปนิกเข้าใจสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ เข้าใจโจทย์ ไม่ต้องใช้การตกแต่งโบสถ์ที่หรูหรา แต่ใช้ความเข้าใจงาน รู้ว่าจะต้องตอบโจทย์ยังไง นี่คือวิธีคิดแบบสถาปนิกระดับโลกจริง ๆ
ใครหลายคนเวลาอยู่บ้าน อาจเกิดอาการขี้เกียจออกไปข้างนอก พอถึงเวลาเที่ยงก็ไม่รู้ว่าจะกินอะไร
โทรสั่งกับข้าวทีไร ร้านรู้เลยว่าใครสั่ง ( ใครเคยโดนน้องรับออเดอร์ถามว่า อีกแล้วเหรอคะ? คงเข้าใจความรู้สึกนี้ )
ลาก่อน...กระเพราหมูสับไข่เจียวกรอบ ไม่ใช่ว่าไม่รัก เราต้องมีการเว้นระยะกันบ้างเพื่อความสัมพันธ์ระหว่างสองเรา
อย่ากระนั้นเลย ทำกินเองดีกว่า ไม่มีใครทำอะไรได้อร่อยเท่าเราทำเอง (เพราะกินเอง...แน่นอน)
อาหารที่จะทำต้องง่าย เร็วและอร่อย เพราะมันเที่ยงครึ่งแล้ว จึงขอนำเสนออาหารพื้นบ้านของไทย
มีกันอยู่ทุกครัวเรือนทุกภาคของประเทศไทย หลายคนโตมาได้ก็เพราะจานนี้ ( ถ้าไม่นับนมข้นหวานผสมน้ำเลี้ยงทารก )
นั่นก็คือ...บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รสหมูสับ
การทำนั้นง่ายมากกกกก...ปิดฝา 3 นาที แต่ระดับเรา ๆ ท่าน ๆ ควรจะกินอย่างสร้างสรรค์ มีรสนิยม เริ่มตั้งแต่การเลือกเฟ้นหาหนึ่งในยุทธจักรจากล้านแปดยี่ห้อในท้องตลาด ไปจนถึงการเลือกสถานที่นั่งกิน แม้ว่าจะซื้อมาราคามาตรฐาน ห่อละ 5 - 10 บาท
แต่การวางแผนมาก่อนจะทำให้ช่วยส่งเสริมให้คนกินดูดีมีชาติตระกูลเกินราคา
สูตรนี้ไม่ใช่สูตรลับ แต่เป็นสูตรการทำที่ผ่านกระบวนการคิด reseach analysis synthesis โดยตัวเองแล้วว่า
จะประสบกับความอร่อยทุกที ต้องเตรียมการกันก่อนตามมาดูกันเลยดีกว่าพื่น้อง
1. ยี่ห้อ จากที่เคยผ่านลิ้นมานั้น ถ้าชอบเส้นเหนียวนุ่ม ขอแนะนำ ไวไวปรุงสำเร็จ ถ้าชอบซดน้ำซุปกลิ่นหอม ต้องมาม่ารสหมูสับ
แต่ถ้าอยากได้ทั้งสองอย่างล่ะ...ขอแนะนำ ยำยำจัมโบ้ รสหมูสับ เป็นการรวมกันหารสองของไวไวและมาม่า ทั้งเส้นและซุป ...งานนี้ไม่มีเปอร์เซ็นต์นะจ้ะ จอร์จ
2. ถ้าใครเป็นโรคชอบอ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า มักจะเห็นว่าบนซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะมีคติเตือนใจเหมือนกันทุกยี่ห้อว่า เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหาร ควรเติมหมูสับและผักต่าง ๆ ดังภาพ น้อยคนนักที่จะใส่ใจทำตาม บางคนอาจจะคิดว่าใส่แล้วไม่อร่อย แต่หารู้ไม่ว่า ถ้าไม่ใส่ คุณค่าทางโภชนาการที่คุณจะได้รับเต็ม ๆ คือ คาร์โบไฮเดรต จากแป้งล้วน ๆ บางคนจะบอกว่า ใครว่า ฉันได้ไอโอดีนเสริมด้วย...มันก็แค่บางยี่ห้อที่เค้ามีเสริมให้ จากประสบการณ์ของข้าพเจ้า ขอแนะนำว่าใส่เถิด ใส่ให้อร่อยน่ะทำได้ อยู่ที่การเลือกวัตถุดิบ
ที่ตัวเองชอบ หมวดเนื้อสัตว์ ได้แก่ แฮมหั่นเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส หมูสับที่ปรุงรสแล้ว ลูกชิ้นหมู/ กุ้ง เลือกแบบสุกง่ายได้คุณค่าเข้าไว้ชีวิตจะดีเอง
ส่วนคู่หูที่ดีของเราในหมวดผัก คือ เห็ด เพราะเห็ดมีคุณค่าทางโภชนาการที่ดี สุกง่าย เคี้ยวอร่อย ช่วยเพิ่มรสชาติให้กับน้ำซุปของเราได้ แถมเก็บในตู้เย็นต่อได้ ถ้ากินไม่หมด เพราะเป็นลูกเดี่ยว ๆ...ชอบเห็ดอะไร ตอนนี้มีหลายแบบตามความสมัครใจ รอง ๆ มาก็ ผักหวานบ้าน และผักสุกง่ายที่นิยมทำแกงจืดกัน
ถ้าอยากได้น้ำซุปอร่อย ขอแนะนำให้ใช้น้ำซุปต้มกระดูกมาทำ แต่ถ้าไม่มีเวลาเคี่ยว ใช้น้ำซุปจากทิเบตก็ได้ ลำบากไปหน่อย...น้ำซุปร้านก๋วยเตี๋ยวก็พอ
3. ชามที่ใส่ก็เหมือนการซื้อบ้าน ต้องมีฐานรากแข็งแรง โครงสร้างจะเป็นกระเบื้อง คอนกรีตเสริมเหล็กอะไรก็ได้ พื้นผิวฉาบเรียบ เนียน ไม่แตกร้าว........เอาชามก้นลึก ขนาดพอประมาณก็พอแล้วววว โว้- ส่วนจะใช้อาวุธเป็นช้อนส้อม ตะเกียบ เปิบมือ ก็ตามสะดวก
4. สถานที่ เลือกทำเลดี นั่งสบายเสริมบุคลิกภาพแบบจอห์นโรเบิร์ต เพาเวอร์ เลือกที่ลมโกรก พลังชี่จากลมจะช่วยปัดเป่าพลังความร้อนจากชาม ตามหลักฮวงจุ้ย
สุดท้าย ก็หมดวันพอดี
ยัง ๆ...ทำได้จริงใน 3 นาที ถ้าอยากรู้ว่าทำยังไง
โปรดติดตามตอนต่อไป....
คุณเคยปวดหัวไหม โจมีโรคประจำตัวคือปวดหัวเป็นประจำแต่ว่าไม่เคยไปหาหมอเลย
เนื่องจากเขาคิดว่าเป็นเพียงแค่การปวดหัวจากการเรียนหนังสืออย่างหนักเท่านั้นปล่อยไว้เดี๋ยวก็หาย
10 ปีผ่านไป อาการปวดหัวก็ไม่เคยหายไป แม้ว่าบัดนี้เขาได้ก้าวเข้าสู่วัยกลางคนแล้วก็ตาม
เขาก็ไม่คิดจะไปหาหมอเพราะคิดว่าเป็นเพียงเพราะเครียดจากการทำงาน
อีก 10 ปีต่อมา อาการปวดหัวก็ไม่เคยหายมีแต่ทวีความรุนแรงมากขึ้น
เขาจึงตัดสินใจว่าจะต้องไปหาหมอเสียที หลังจากที่หมอทำการตรวจเรียบร้อย จึงพูดขึ้นว่า
"ผมมีข่าวดีและข่าวร้ายครับ ข่าวดีก็คือ ผมสามารถ รักษาอาการของคุณได้อย่างหายขาด"
"และข่าวร้ายหล่ะครับหมอ" เขาถามขึ้นอย่างร้อนรน
"ข่าวร้ายก็คือว่า ผมต้องทำการตัดไข่คุณทิ้งครับ" โจเหมือนตกอยู่ในภวังค์
"คืองี้ครับ" หมอรีบอธิบาย "อาการของคุณ ถือว่าเป็นเคสที่หาได้ยากมากๆ
เรียกว่า 1 ใน 100 ล้านก็ว่าได้ ไข่ทั้งสองข้างของคุณนั้น ไปดันลำไส้
ให้ไปกดทับเส้นปลายประสาทล่างสุดของกระดูกสันหลัง การกดทับนี้เองทำให้
คุณต้องทรมานกับ การปวดหัวอย่างรุนแรงตลอด 20 ปีที่ผ่านมา"
"ทางเดียวที่จะรักษาได้คือ การตัดไข่ครับ" หมอสรุปสั้นๆ แต่ทำร้ายจิตใจโจยิ่งนัก
หมอได้ให้โอกาศเขาตัดสินใจ อย่างไรก็ตามเขารู้สึกหดหู่ยิ่งนัก เขาสู้อุตส่าห์มานะเรียน
เพื่อให้ได้ทำงานดีๆ ไม่เคยไปเที่ยวเหลวไหล เธค ผับ ไม่รู้จักสาวๆไม่เคยสนและเมื่อได้งานแล้ว
เขาก็ได้ทุ่มเทอย่างหนัก เพื่อให้ก้าวหน้าและมีเงินเยอะๆ จนมาวันนี้เขาได้ทุกอย่างที่ต้องการ
และเขาคิดว่าถ้าได้สิ่งเหล่านี้แล้ว ผู้หญิงมากมายก็จะเข้ามาหาอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ทุกสิ่งที่วาดฝันก็พังทลายจากอาการปวดหัวของเขาเอง
เขาได้นอนคิดอยู่หลายคืน ถึงแม้จะเศร้าเพียงใด แต่เขาก็ไม่อยากทรมารเหมือนตกนรกอีกต่อไป
เขาไม่กล้าปรึกษาใคร เนื่องจากคิดว่าเป็นเรื่องน่าอาย ดังนั้นวันรุ่งขึ้นเขาจึงไปโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดทันที
หลังจากออกจาก ร.พ ด้วยอาการสมองปลอดโปร่งครั้งแรกในรอบ 20 ปี แต่เขาก็รู้สึกเหมือนขาดบางอย่างที่สำคัญไปในชีวิต
เหมือนกลายเป็นอีกคนหนึ่ง แต่เขาก็เข้มแข็งพอและตัดสินใจที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่
เขาจึงเดินเข้าร้านตัดสูทที่แพงที่สุดในนิวยอร์ค เพื่อเป็นการปลอบใจและเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ
โจกล่าวกับชายแก่เจ้าของร้านหลังเดินเข้ามาต้อนรับ "เอ่อ ผมจะตัดสูทครับ""ได้ครับ อืมม ขนาด 44 "เจ้าของร้านดูโดยไม่ต้องวัด โจหัวเราะ "ถูกแล้วรู้ได้งัยเนี่ย"
"เปิดร้านมา 60 ปี น่ะครับ" โจลองสูท ซึ่งใส่ได้สวยและขนาดพอดี "ไม่สนใจลองเสื้อเชิ๊ทมั้งเหรอครับ"
เจ้าของร้านถาม "ก็ดีครับ"โจตอบ "อืมม แขน 34 คอ 16 นิ้วครึ่ง" เจ้าของร้านดูโดยไม่ต้องวัด
โจชักสงสัย "ถูกแล้ว รู้ได้งัยเนี่ย" "เปิดร้านมา 60 ปี น่ะครับ" โจลองเสื้อซึ่งใส่ได้สวยและขนาดพอดี
"รองเท้าสักคู่ดีไหมครับ" "ก็ดีครับ" "อืมม 9นิ้วครึ่ง"เจ้าของร้านดูโดยไม่ต้องวัด
โจรู้สึกแปลกใจมาก "ถูกแล้ว รู้ได้งัยเนี่ย" "เปิดร้านมา 60 ปี น่ะครับ"
โจใส่รองเท้าซึ่งใส่ได้สวยและขนาดพอดี ขณะที่เขาลองเดินไปทั่วร้าน
เจ้าของร้านจึงถามว่า "ลองกางเกงในตัวใหม่สักหน่อยไม๊ครับ"
โจชะงักและหยุดคิดสักครู่ "ก็ดีครับ" "อืมม ขนาด 36 พอดี"
คราวนี้โจหัวเราะก้าก "ฮ่า เสร็จผมหล่ะ คราวนี้ คุณผิดครับ ผมใส่ 34 ตั้งแต่อายุ 18"
ชายแก่ส่ายหน้า พร้อมกับพูดขึ้นว่า "โอ้ยอย่างคุณ 34 ไม่ได้หรอก ทรมานตายห่า เพราะมันจะไปรั้งไข่คุณไปกดลำไส้
และทำให้ไปกดทับเส้นประสาทล่างสุดของกระดูกสันหลังอีกที คุณไม่เคยปวดหัวมั่งเลยเหรอ"
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
1. บางปัญหาวิธีแก้ง่ายๆก็มี2. อย่าเสือกตัดสินใจอะไร โดยไม่เคยหาข้อมูล มิฉะนั้นไซร้ท่านอาจ เสียไข่ ได้
จาก FW mail
-_-lll เยี่ยม...
ในที่สุดก็ถึงวันเปิดเทอม เทอมสุดท้ายและปีสุดท้ายในชีวิตเด็กมหาลัย ยังเห็นภาพตัวเองใส่ชุดนักศึกษาติดกระดุมถึงคอหอย (เรื่องจริงผ่านจอ...มรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น ยังไม่เคยนำเสนอ) ทุกซอกทุกมุมของตึกคณะมีความทรงจำที่ตกค้างอยู่ แต่ในการกลับมาอยู่ที่เดิม ความคิดไม่เคยเหมือนเดิม ทำไมตอนนั้นเราเป็นอย่างนั้น คิดอย่างนั้น ทำไมเราไม่ทำอย่างนั้น...( อะไรก็ว่าไป ) แต่มันก็สนุกที่ได้เห็นสิ่งรอบข้างไม่เหมือนเดิม เรียกว่า พัฒนาการ ล่ะกัน โดยเฉพาะเพื่อน ๆ หลายคน ตอนปีแรกที่เจอกันกับตอนนี้...เอ่อ...พัฒนาการมันก็มีทั้งขึ้นกับลงน่ะ...บางคนรู้จักกันมา 4 ปีเหมือนเราต้องทำความรู้จักกันใหม่ บางคนก็ยังสามารถจกของกินจากจานข้าวเค้าได้อยู่โดยไม่โดนระลึกถึงบุพการี แชร์ความคิด แชร์มุมมองของกันและกัน ถามตัวเองว่า เราโตขึ้นบ้างไม้...ตอบเลยว่าไม่ เด็กหญิง ป.4 ตัดผมบ้อบทรงกะลาครอบกับ นางสาวผมยาว ปี 4 ยังคงคิดแบบเดิม ๆ อยู่ คิดว่า ตัวเองยังเหมือนเดิมตลอด อนาคตเจอคุณยายไว้ผมบ้อบ...ทักกันบ้างนะ อาจเป็นเราก็ได้
ถ้าได้ไปดินเนอร์ใต้น้ำคงจะถ่ายรูปก่อนเลย จะได้เก็บภาพมาให้เพื่อนอิจฉาเล่นๆ ดูแล้วน่าไปมากเลยแต่เสียอย่างเดียวการออกแบบดูโบ..โบๆราณไปหน่อยนิ.. read more
on Can I take you out tonight?